Facebook Fanpage
ประวัติซอ

ความเป็นมาของการขับซอ

บทนำ

            ซอ เป็นการขับขานหรือการร้องร้อยกรองที่เป็นภาษาคำเมืองหรือภาษาถิ่นเหนือมีฉันทะลักษณ์เฉพาะ จัดเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของล้านนาที่เป็นภูมิปัญญาทางภาษา ที่ได้สร้างสรรค์ไว้อย่างงดงามและทรงคุณค่า แฝงด้วยคติธรรมคำสอน  แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์  มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติไว้อย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีความสัมพันธ์กับวิถีความเป็นอยู่ของชาวล้านนาในด้านต่างๆ เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี สถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว การประกอบอาชีพ อาหารและโภชนาการ การแต่งกาย การสาธารณะสุขมูลฐาน

            การซอของแต่ละท้องถิ่นมีเครื่องดนตรีประกอบและท่วงทำนองที่แตกต่างกันไป เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการซอของจังหวัดเชียงใหม่ใช้ปี่จุม   ส่วนการซอของจังหวัดน่านใช้ซึงและสะล้อ มีทั้งซอเดี่ยว และซอโต้ตอบระหว่างช่างซอชายและช่างซอหญิง ภาษาถิ่นเรียกว่า          ”คู่ถ้อง” มีทั้งการซอตามบทและปฏิภาณไหวพริบของช่างซอ โดยนำเอาข้อมูล เหตุการณ์ต่างๆ มาพรรณนาโวหารซึ่งแฝงด้วยคติธรรมและคติโลก   ตามลักษณะของฉันทะลักษณ์ของแต่ละทำนองซอซึ่งมีประมาณ ๑๐ ทำนอง ช่างซอที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงจะสามารถร้อยเรียงคำร้อง (คำซอ) ได้อย่างสละสลวย มีความไพเราะด้วยปฏิภาณไหวพริบของตนเอง โดยไม่ต้องแต่งเนื้อร้องมาก่อนแต่ขอให้ทราบเนื้อหาในเรื่องนั้นช่างซอก็สามารถนำมาร้องบทซอในแต่ละทำนองได้ทันทีแล้วแต่นักดนตรี (ช่างปี่) จะให้ทำนองซอทำนองใด

            การเป็นช่างซอนอกจากจะต้องมีความสามารถในการซอแล้วต้องมีจิตวิทยาในการกำกับซออีกด้วย นั่นคือ เวลาขึ้นแสดงบนเวที (ผามซอ) ต้องคอยสังเกตคนดูว่าชอบหรือนิยมซอแนวไหนบางทีช่างซอกำลังซอเรื่องนี้ ถ้าการซอไม่ถูกใจคนดูแล้ว คนดูหรือผู้ชมหรือผู้ฟังจะไม่ค่อยให้ความสนใจในการชมหรือฟัง อาจนั่งทำหน้าเฉย หรือไม่ก็จับเข่าคุยกัน หรือทยอยกันกลับทีละคนสองคน ถ้าช่างซอรู้จักสังเกตพฤติกรรมของคนดูแล้วพยายามซอให้ถูกใจผู้ชมนี้ก็จะให้ความสนใจกลับมาฟังซออย่างตั้งใจ สายตาทุกคู่ก็จะจ้องมาที่เวที ใบหน้ามีรอยยิ้มที่แสดงถึงความพึงพอใจ บางครั้งอาจมีเสียงเฮฮา หัวเราะ ปรบมือถูกใจมากๆ ก็จะโห่ร้องหรือให้รางวัล เป็นการให้กำลังใจช่างซอนั่นก็หมายความว่า คนดูเกิดความประทับใจในช่างซอเป็นอย่างมาก

            ซอจึงเป็นเพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาจากบรรพบุรุษถึงชั่วลูกชั่วหลานจนถึงทุกวันนี้ เป็นศิลปะที่ให้ความบันเทิง เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับงานกุศลหรืองานรื่นเริงทั่วไป ถ้างานใดมีการซอนับได้ว่างานนั้นครึกครื้นมีรสชาติ มีความหมายมาก แต่ถ้าหากงานใดไม่มีการซอแล้วงานนั้นจะดูเงียบเหงา ไม่มีกิจกรรมที่สนุกสนานและสร้างความประทับใจ ซอจึงเป็นศิลปะพื้นบ้านคู่กับล้านนา เช่นเดียวกับหมอลำที่เป็นศิลปะคู่กับภาคอีสาน หรือเพลงฉ่อย เพลงอีแซวของภาคกลาง และเพลงบอกของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็ยหมอลำ ลำตัด เพลงอีแซว เพลงฉ่อย เพลงบอก หรือซอ ต่างก็เป็นการขับร้องที่ใช้ภาษาถิ่นที่สะท้อนถึงศิลปะการแสดงพื้นบ้านของแต่ละภาคที่มีความโดดเด่นในการร้องด้นกลอนสด โดยไม่มีการเตรียมหรือ        แต่งเนื้อร้องไว้ล่วงหน้า ศิลปินต้องมีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญจึงสามารถด้นกลอนสดๆ ได้และต้องมีการฝึกฝนด้วยความวิริยะอุตสาหะ

๒. ความหมาย

            คำว่า “ ซอ ” ในที่นี้เป็นภาษาคำเมือง ภาษาถิ่นเหนือ มีความหมายว่าขับ ขับร้อง         ร้องเพลง  หรือเพลงพื้นบ้านล้านนาชนิดหนึ่ง มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่านด้วยกัน ( ทรงศักดิ์ ปรางวัฒนากุล ๒๕๒๓, สิงฆะ วรรณลัย ๒๕๒๔, มณี พนมยงค์ ๒๕๒๙ เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์  ๒๕๒๙, ยงยุทธ ธีรศิลป์และทวีศักดิ์ ปิ่นทอง ๒๕๓๕ ) สรุปได้ว่า ซอ หมายถึง การร้องเพลงพื้นบ้านของล้านนาหรือเมืองเหนือ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซอพื้นเมือง เป็นการละเล่นพื้นเมืองล้านนาอย่างหนึ่งของชาวล้านนามีทั้งการซอโต้ตอบกันในลักษณะเพลงปฏิพากย์ระหว่าง หญิง หรือซอเดี่ยว เพื่อเล่าเรื่องพรรณนาเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีเครื่องดนตรีพื้นเมือง เช่น ปี่จุม ซึง    สะล้อ ขลุ่ย บรรเลงประกอบ ได้รับความนิยมในเขต ๘ จังหวัด ภาคเหนือ และบางส่วนของจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์และตาก

๓. คำศัพท์เกี่ยวกับซอ

            ในหนังสือเรื่อง ซอ เพลงพื้นบ้านล้านนาฯ มีคำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับซอที่ควรทราบ หรือจะได้เข้าใจเรื่องราวของซอในหนังสือเล่มนี้ได้ง่ายขึ้น คำศัพท์เหล่านี้เป็นคำเมือง เป็นคำในภาษาถิ่นเหนือ สามารถเข้าใจความหมายได้ไม่ยากนัก ดังตัวอย่างต่อไปนี้

            ๑. ช่าง หมายถึง ทำได้ ทำเป็น

            ๒. ช่างซอ หมายถึง ผู้ขับร้องเพลงซอได้ ซอเป็น หรือพ่อเพลง แม่เพลงซอ ช่างซอมีทั้งช่างซอชายและช่างซอหญิง ขับซอโต้ตอบหรือร้องเสริมความกัน แก้ความกัน บางครั้งซอเดี่ยวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ช่างซอคณะหนึ่งๆ มีหัวหน้าคณะ ๑ คน มีคู่ถ้อง ๑ คน มีนักดนตรี ๑-๔ คน มีลูกคู่ประกอบอีก ๑-๓ คน ส่วนใหญ่จะเป็นลูกศิษย์ที่ติดตามเพื่อเรียนรู้การขับซอ ทำหน้าที่ซอประกอบบ้าง             ฟ้อนประกอบให้บรรยากาศครื้นเครงบ้าง นับว่าเป็นการเรียนรู้การขับซอด้วยการปฏิบัติจริง ซึ่งศิษย์เหล่านี้เมื่อเรียนรู้จนเก่งก็สามารถแยกไปตั้งคณะซอด้วยตนเองต่อไป

นายสมเป็นช่างซอชาย เมื่อซอคู่กับนางบัวผาเป็นช่างซอหญิง ทั้งนายสมและนางบัวผาเป็นคู่ถ้องกัน ช่างซอที่เป็นคู่ถ้องกันมักจะขับซอในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถาม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายตอบ หรือฝ่ายหนึ่งพูด ฝ่ายหนึ่งเสริม

            ๔.ช่างซึง เป็นคำที่ใช้เรียกนักดนตรีที่ทำหน้าที่ทำที่ดีดซึงบรรเลงประกอบการซอเป็น

            ๕. ช่างปี่ เป็นคำที่ใช้เรียกนักดนตรีที่ทำหน้าที่เป่าปี่จุม บรรเลงเพลงประกอบการซอ เท่าที่พบเห็นเป็นผู้ชายล้วน มีจำนวนเท่าปี่จุมที่นำมาเป่า

            ๖. เซ้ย  เป็นคำอุทานที่ผู้ฟังเปล่งออกมารับการขับบทซอที่ตนพึงพอใจ ประทับใจแล้วอุทานคำว่า “ เซ้ย ” พร้อมลากเสียงยาวๆ เป็นขานรับบทซอนั้นๆ ไปในตัวด้วย การอุทานเปล่งเสียงลักษณะนี้ช่วยสร้างบรรยากาศในการขับซอได้อย่างครื้นเครง มีผู้กล่าวว่าถ้ามีการเซ้ยแสดงว่า ผู้ฟัง ผู้ชม เกิดอารมณ์ร่วม หรือ อารมณ์สะเทือนใจเป็นอย่างมากถึงขั้นให้เงิน เป็นรางวัลแก่ช่างซออีกด้วย

            ๗. ผาม เป็นปะรำเล็กๆ  ที่สร้างขึ้นชั่วคราว เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้ช่างซอได้ตั้งวงซอ โดยยกพื้นขึ้นสูงประมาณ ๑-๒ เมตร มุงหลังคาแบบง่ายๆ ด้วยคาหรือตองตึง ถ้าอาศัยร่มเงาจากต้นไม้ หรืออื่นๆ ก็ไม่ต้องมีหลังคา ผามมีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของผู้คนได้ประมาณ ๑๐ คน  บนผามปูด้วยเสื่อ มีเครื่องอำนวยความสะดวก เช่น คนโทน้ำ เซี่ยนหมาก จานใส่ของว่าง เช่น เมี่ยง เป็นต้น แต่ถ้าสถานที่มีพอที่จะจัดเป็นสัดส่วน ให้ช่างซอได้แสดงแล้วไม่ต้องสร้างผามก็ได้

๔.ประวัติความเป็นมาของซอ

            ประวัติความเป็นมาของซอทั้งที่เป็นเรื่องเล่า ตำนาน ที่ปรากฏในวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีดังนี้

            ๔.๑ ประวัติซอจากการเลี้ยงผี

                        พ่อครูไชยลังกา เครือแสน ช่างซอจังหวัดน่าน ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน) ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้กล่าวถึงประวัติของซอว่า ซอมีความเป็นมาที่เกิดจากพิธีกรรมการเลี้ยงผีต่างๆ เช่น ผีบ้าน ผีเมือง ผีเรือน ผีครู ผีปู่ ผีย่า ผีทุ่งนา ผีป่า เป็นต้น การเลี้ยงผีเป็นพิธีกรรมเกี่ยวกับความเป็นของชาวเหนือ ที่อัญเชิญผีมารับเครื่องสังเวย เพื่อให้เกิดความสุขสมบูรณ์ อยู่เย็นเป็นสุข มีการกล่าวคำโองการซึ่งมีเนื้อหารำพัน เพื่อเชิญผีมารับเครื่องสังเวยแล้วเสี่ยงทายว่าผีมาหรือไม่ โดยการนับเม็ดข้าวหรือวาไม้ หรือแกว่งก้อนข้าวเหนียวอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผียังไม่มาก็กล่าวคำโองการ สรรหาถ้อยคำสำนวนลีลาท่องทำนองที่ไพเราะเพราะพริ้งมีเสียงสูงเสียงต่ำคล้องจองกันนอกจากนั้นผู้ร่วมพิธีอื่นๆ ก็ให้จังหวะการปรบมือ เคาะไม้ เคาะหิน แล้วแต่จะหาจนมีผีมารับเครื่องสังเวย ด้วยความซาบซึ้งประทับใจในถ้อยคำที่ไพเราะคล้องจองในการกล่าวเชิญผี จึงมีผู้คนจดจำนำไปร้องเผยแพร่และพัฒนาแปลงเป็นบทร้องทำนองต่างๆ กันไปจนกลายเป็นซอจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันลงผีปู่ย่า และผีอื่นๆ ก็ยังนิยมขับซอเชิญผีลงหรือผีมาเข้าร่างทรงอีกด้วย

            ๔.๒ ประวัติซอจากความรัก

                        ประวัติความเป็นมาของการซอที่มาจากความรัก เป็นตำนานเล่าต่อๆ กันมาว่าที่ลำห้วยแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ยินเสียงจากอีกฟากของลำห้วย เป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งร้องร่ำพรรณนาถึงชีวิตและความรู้สึกของตน ด้วยเสียงเจี้ยวแจ้วคล้องจองไพเราะจับใจยิ่งนัก ทำให้ชายหนุ่มหลงใหลจึงได้คิดผูกถ้อยคำร้องโต้ตอบ ทักทายเกี้ยวพาราสี และปลอบใจหญิงสาว เมื่อร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันไปมาก็เกิดความรัก ทั้งสองก็ได้ครองรักกันอยู่ในป่าแห่งนั้น ต่อมาโจรป่าก็จับเอาผู้หญิงผู้เป็นภรรยาของชายผู้นั้นไป โจรป่าให้สามีนางนำทรัพย์สินไปไถ่ตัว ด้วยความยากจนไม่มีเงินทอง สามีของนางจึงเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อหาเงินทองทรัพย์สินมาไถ่ตัวภรรยา ได้รับความทุกข์ยากลำบากยิ่ง อีกทั้งก็เป็นห่วงภรรยาสุดที่รักปานใจจะขาด จึงได้ร้องเพลงตามท่วงทำนองที่เคยเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกัน ณ ลำห้วยที่พบกันครั้งแรก ผู้คนที่ได้ฟังก็ประทับใจเห็นว่าเป็นบทเพลงที่ไพเราะยิ่ง จึงได้แบ่งปันข้าวของเงินทองทรัพย์สินให้บ้างก็จ้างให้ร้องอีก ต่อมามีผู้จดจัดแปลงเพิ่มเติม ร้องเผยแพร่ต่อๆ กันมาจนกลายเป็นการขับซอมาจนถึงทุกวันนี้

            ๔.๓ ประวัติซอจากพระพุทธศาสนา

                        มีเรื่องเล่าว่า พระอรหันต์รูปหนึ่งเห็นว่าพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นวัยทำงาน ต้องไปทำมาหากิน ทำไร่ทำนา ไม่มีโอกาสเข้าวัดฟังธรรมเหมือนผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย เกรงว่าทำให้ไม่ได้รับฟังคำสอนข้อธรรมมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์รูปนั้นจึงคิดหาวิธีที่จะให้พุทธศาสนิกชนทุกวัยใส่ใจในธรรมะ จึงได้นำข้อธรรมะต่างๆ มาเขียนเป็นคำสอนด้วยถ้อยคำที่ไพเราะคล้องจองกันด้วยคำเมือง (ภาษาถิ่นเหนือ)  เป็นเรื่องราวต่างๆ เวลาอ่านมีเสียงสูง ต่ำท่วงทำนองไพเราะ สนุกสนาน ทำให้ไม่เบื่อหน่าย น่าติดตาม จึงมีผู้จดจำนำไปร้องต่อและพัฒนาแปลงเป็นท่วงทำนองต่างๆ จนกลายมาเป็นการขับซอจนถึงทุกปัจจุบันนี้

            ๔.๔ ประวัติซอล่องน่าน

                        ซอล่องน่านเป็นตำนานของการขับซอสายเมืองน่าน ซึ่งพ่อครูคำผาย นุปิง ช่างซออาวุโส ชาวจังหวัดน่านว่า ซอล่องน่านเป็นซอเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการสร้างเมืองน่าน โดยมีเรื่องเล่าว่า พญาปู่คา ผู้สร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว ต่อมาไม่นานเมืองปัวเกิดภัยแห้งแล้งพญาปู่คาจึงปรึกษากับราชบุตร คือ พญาการเมือง ขุนนุ่น และขุนพ่อง ซึ่งต่างเห็นพ้องต้องกันว่าให้พญาการเมืองเป็นผู้นำย้ายผู้คนชาวเมืองปัวไปสร้างเมืองใหม่ที่ภูเพียง (ที่ตั้งพระธาตุแช่แห้งในปัจจุบัน) โดยให้ทำแพล่องตามลำน้ำน่าน จำนวน ๗ แพ หรือ ๗ ขบวน คือ

                        ขบวนที่ ๑ เป็นขบวนประทับของพญาการเมืองและข้าราชบริพารพร้อมกับได้เอิญเชิญพระบรมธาตุเจ้า เพื่อมาบรรจุในองค์พระธาตุแช่แห้ง

                        ขบวนที่ ๒ เป็นขบวนของเสนาอำมาตย์ ข้าราชบริพารน้อยใหญ่

                        ขบวนที่ ๓ เป็นขบวนของคณะพระสงฆ์ สมณะ ชี พราหมณ์

                        ขบวนที่ ๔ เป็นขบวนของขุนนาง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ท่านท้าวหัวเมือง

                        ขบวนที่ ๕ เป็นขบวนของดนตรี มีการประโคมมโหรีต่างๆ

                        ขบวนที่ ๖ เป็นขบวนของไพร่ฟ้าประชาชนพลเมือง

                        ขบวนที่ ๗ เป็นขบวนของฆ้อง กลอง ผู้คนร้องรำทำเพลงกัน  ในแพขบวนที่ ๗ มีชายชื่อ ปู่คำม้า และ หญิงชื่อ ย่าคำมี เป็นผู้ที่มีปัญญา มีไหวพริบปฏิภาณในการขับร้องเป็นอย่างมาก ได้ร้องขับซอขณะที่แพล่องตามลำน้ำน่าน ได้พรรณนาบรรยายความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่ได้จากญาติพีน้อง บ้านเกิดเมืองนอน เพื่ออพยพไปอยู่ที่พำนักใหม่ ตลอดจนบรรยายถึงธรรมชาติที่งดงามที่ได้พบเห็นสองฝั่งลำน้ำน่านอย่างไพเราะเพราะพริ้ง มีช่างสะล้อ ช่างปิน (ซึง) ฆ้อง กลอง ดีดสีตีเป่าเข้าจังหวะด้วยความสนุกสนานประทับใจยิ่ง การซอล่องตามลำน้ำน่านมาจึงเรียกกันว่า ซอล่องน่านมาจนถึงทุกวันนี้

            ๔.๕ ประวัติซอจากหลักฐานลายลักษณ์อักษร

จากหลักฐานที่ปรากฏในวรรณกรรมต่างๆ เป็นหลักฐานทางลายลักษณ์อักษร   

 ชี้ให้เห็นว่า “ซอ” เป็นการขับร้องประจำถิ่นล้านนา โดยเริ่มจากการขับร้องประจำเผ่าไทยลาว ไทยเมือง ไทยยวน ไทยลื้อ ซึ่งมีการขับลื้อมาแต่เดิม โดยได้ประดิษฐ์ทำนองร้องเข้ากับท้องถิ่นของตน จึงมีทำนองซอที่มีชื่อของบ้านเมืองอยู่ด้วย เช่น ซอเชียงใหม่ ซอเงี้ยว ซอล่องน่าน ซอเชียงแสน เป็นต้น และในพงศาวดารโยนกได้กล่าวถึงการนำซอมาแสดงขับกล่อมในงานฉลองเมืองเชียงแสน

                        ประวัติซอว่ามีคำว่าซอที่ปรากฏเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชี้ให้เห็นว่า   “ซอ” เป็นการขับร้องประจำท้องถิ่นล้านนา โดยเริ่มจากการขับร้องประจำเผ่าไทยลาว ไทยเมือง หรือ ไทยยวน ไทยลื้อ ซึ่งมีการขับลื้อมาแต่เดิม โดยใช้ประดิษฐ์ทำนองร้องเข้ากับท้องถิ่นของตน จึงมีทำนองที่มีชื่อของบ้านเมืองอยู่ด้วย เช่น ซอเชียงใหม่ ซอเงี้ยว ซอล่องน่าน ซอเชียงแสน เป็นต้น และในพงศาวดารโยนกได้กล่าวถึงการนำซอมาแสดงขับกล่อมในงานฉลอง เมืองเชียงแสน

                        ประวัติซอว่ามีคำซอที่ปรากฎเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรในร่ายยาวมหาชาติ ล้านนาในกัณฑ์มัทรี และกัณฑ์มหาราช ได้กล่าวถึงการซอไว้ดังนี้

                                    “สรในจักหื้อลั่น                      สนั่นด้วยเมงตรา

                        จากับด้วยเสียงซอและปี่                      นันทุกทีอือทือ” (อ่านว่า อือตือ)

(ร่ายมหาชาติกัณฑ์มัทรี ลานผูก ฉบับพระยาพื้นเหลา ของเก่า)

                        “กองหลวงใสแสงสว่าง           เกาะฆ้องช่างโรยรน

            คนฝูงช่างขับซอและจ๊อย                     ยิ่งเต่าน้อยอื่นกระโหลง”

(ร่ายยาวมหาชาติกัณฑ์มหาราช ลานผูก ฉบับเฒ่าลืมหลับ ของเก่า)

 นอกจากนี้ตามหลักฐานในวรรณคดีไทย เรื่อง ลิลิตพระลอ แต่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการซอไว้ด้วยตอนหนึ่ง เป็นคำที่พ่อค้างัวต่างได้เดินทางไปค้าขายที่เมืองสรอง เป็นเมืองที่อยู่ของพระเพื่อนพระแพง พ่อค้าเหล่านั้นได้ขับซอมีเนื้อความยอยศและชมโฉมพระลอแห่งเมืองสรอง ดังนี้

                        “ขับซอยอราชเที้ยร                  ทุกเมือง

            ฤาเล่าพระลอเลือง                                ทั่วหล้า”

            การขับซอชมโฉมพระลอ ทำให้พระเพื่อนพระแพงหลงใหลรูปโฉมพระลอ   นางรื่น นางโรย ผู้เป็นพี่เลี้ยงช่วยแก้ไขให้ พระพี่เลี้ยงได้ใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง กล่าวคือ ให้ช่างซอแห่งเมืองสรอง ขับซอมีเนื้อหายอโฉมพระเพื่อน พระแพง ดังที่นางรื่น นางโรย ได้กราบทูลพระเพื่อน พระแพงว่า

                        “ข้าจะให้ชาวในผู้สนิท                        ชิดชอบอัชฌาไสย

            ไปซื้อของขายวายล่อง                                     และให้ท่องเที่ยวเดิน

            สรรเสริญสองโฉมศรี                                      ทั่วบุรีพระลอ ขับซอยศอ้าง

 (ลิลิตพระลอ)  การขับซอมีมานานแต่สมัยโบราณ และเป็นวัฒนธรรมล้านนไทยทีมีส่วนเกี่ยวจข้องกับความเป็นอยู่ของชาวล้านนาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ปัจจุบันนี้ความสำคัญของการขับซอที่มีต่อชีวิตประจำวันจะน้อยลง ทั้งที่เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ทำให้ชาวล้านนามีชีวิตความเป็นอยู่ร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด แต่อย่างก็ตามเรื่องราวและความรู้ที่เกี่ยวกับซอยังต้องมีการศึกษาเรียนรู้ต่อไป

๔.๖ ประวัติละครซอ

            ละครซอเป็นการแสดงพื้นเมืองเหนือที่ได้แต่งบทสนทนาของตัวละครให้เป็นคำซอ โดย ตัวละครขับซอ ร้องโต้ตอบตามบทที่มีผู้แต่งไว้ให้ เท่าที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนว่าละครซอมีขึ้นในสมัยพระราชชายาดารารัศมีพระองค์เป็นผู้มีอัจฉริยะทางด้านนาฏศิลป์และการดนตรีเป็นอย่างมาก ทรงเป็นอาจารย์ที่มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมในการสอนฟ้อนต่างๆ อีกทั้งพระองค์ทรงแต่งซอเมืองไว้หลายสำนวน เช่น เพลงซอพื้นเมืองในคราวสมโภชช้างเผือก ซอพระลอตอนตามไก่  ตอนพระลอเสี่ยงน้ำ ตอนพระลอเข้าสวน ซอสาวเครือฟ้า ซอเรื่องอิเหนาตอนบุษบาเสี่ยงเทียน ซอเรื่องสุวรรณหงส์ ซอเรื่องน้อยใจยากับนางแว่นแก้ว แสดงเนื่องในโอกาสงานฉลองกู่             ณ     วัดสวนดอก ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ ๑๕-๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ เป็นต้น นอกจากนี้พระองค์โปรดให้ท้าวสุนทรพจนกิจ กวีประจำราชสำนักแต่งละครซอไว้แสดงละครในโอกาสต่างๆ เช่น ซอพระลอเดินดง ซอน้อยใจยา เป็นต้น ปัจจุบันช่างซอคณะต่างๆ ได้นำทำนองและเนื้อซอพื้นเมืองบางตอน มาดัดแปลงหรือจดจำเนื้อความบางส่วนมาขับซอเป็นอาชีพกันโดยทั่วไป

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ คณะซอในจังหวัดเชียงใหม่มีนายอำนวย กลำพัด เป็นหัวหน้าคณะซอชื่อสามปอยหลวง ได้ริเริ่มละครซอออกอากาศทางสถานีวิทยุเป็นครั้งแรก ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๗ นายอำนวย กลำพัด ได้พัฒนาการซอจากการนั่งซอเป็นยยืนซอ เป็นการแสดงละครบนเวที มีฉากประกอบแสดงเป็นฉากๆ คล้ายการแสดงลิเก นับว่าเป็นการแสดงละครซอบนเวทีครั้งแรกโดยอำนวยโชว์เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ การแสดงซอทั้งทางวิทยุและแสดงบนเวที ได้รับความนิยมมากจนเกิดละครซอขึ้นอีกหลายคณะ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ นางสาวรำพัน อินทวงศ์ หรือที่รู้จักในนาม “บัวคำ” นักจัดรายการวิทยุคำเมืองที่โด่งดังในภาคเหนือ ได้จัดแสดงละครซอออกทางรายการโทรทัศน์ช่อง ๘ ลำปางเป็นครั้งแรก การแสดงละครซอจึงมีทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ และการแสดงละครซอบนเวทีในขณะที่การขับซอแบบเดิมก็ยังคงแสดงอยู่ การแสดงละครซอรุ่งโรจน์ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๕- ๒๕๒๕ ต่อมาค่อยๆ ลดความนิยมลง ปัจจุบันยังคงการแสดงอยู่บ้างเพียงไม่กี่คณะ

๔.๗ ประวัติซอสตริง

ซอสตริงหรือซอร่วมสมัย เป็นบทซอสั้นๆ ที่นำซอทำนองล่องน่าน ลับแลหรือลับแลง เพลงอื่อ เสเลเมา มาประยุกต์เข้ากับดนตรีสากล เช่น จังหวะ ชะ ชะ ช่า ( ๓ ช่า  ) เป็นต้น

ซอสตริง เริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นช่วงชายแดนเขตแนวจังหวัดน่านถูกคุกคามจากภัยคอมมิวนิสต์อย่างหนักทางการประกาศให้เป็นเขตสีชมพู และได้ระดมกำลังต่อสู้ทุกรูปแบบทั้งการใช้กำลังทหาร และการปฏิบัติการทางจิตวิทยา ฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าโครงการไทยอาสาป้องกันชาติขึ้นในอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ขณะนั้น นายยประจักษ์ กาวี เป็นวิทยากรในภาคบันเทิงผู้หนึ่งได้ขับซอประกอบการเต้นเข้ากับจังหวะ ชะ ชะ ช่า และประสบความสำเร็จในการอบรมครั้งนั้น ต่อมานาย บุญเย็น แก้วเสียงทอง มีอาชีพเป็นนักร้องประจำคณะรำวงพีเอ็ม เวียงสา ได้นำไปพัฒนาฝึกซ้อมอยู่ระยะหนึ่งแล้วนำไปร้องเพลงซอสตริง ในการแสดงรำวงคณะพีเอ็ม เวียงสา ได้รับความนิยมอย่างสูง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๐ นายบัญเย็น แก้วเสียงทอง บันทึกเพลงซอสตริงลงในแถบบันทึกเสียง เพื่อจำหน่าย ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเช่นกันและได้รับฉายาว่า ขุนพลเพลงซอสตริง เพลงซอสตริงมีจังหวะเร้าใจ สนุกสนาน ทำนองและเนื้อหาทันสมัย ไม่ยาวเยิ้นเย้อจนเกินไป จึงแพร่หลายอย่างรวดเร็วออกไปทั่วทั้งภาคเหนือ มีนักร้องเพลงซอที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก เช่น บัญเย็น แก้วเสียงทอง, สนั่น เมืองเหนือ ,เพ็ญศรี ผ่องศรี, บุญศรี รัตนัง เป็นต้น           

            ๕. ประเภทของซอ

                        การแบ่งประเภทหรือชนิดของซอสามารถแบ่งตามลลักษณะดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบ แบ่งตามลักษณะช่างซอและแบ่งตามเนื้อหาที่ซอ ดังนี้

๑. แบ่งตามลักษณะดนตรีที่นำมาบรรเลงประกอบ แบ่งได้ ๒ ชนิด คือ ซอซึง และซอปี่

            ๑.๑ ซอซึง เรียกอีกอย่างว่า ซอเข้าซึง นิยมให้ช่างซอเป็นหัวหน้าคณะมีต้นแบบหรือกำเนิดที่จังหวัดน่าน จึงเรียกอีกอย่างว่า ซอน่าน แต่นิยมซอในเขตจังหวัด แพร่ น่าน พะเยา ปัจจุบันซอน่าน เป็นที่นิยมทั่วไปป ช่างซอขับซอช้ากว่าซอเชียงใหม่ มีทำนองล่องน่าน ดาดแพร่ ลับแล โดยไม่ต้องใช้ทำนองอื่นเป็นทำนองเชื่อม

                        ๑.๒ ซอปี่ เป็นการซอที่ใช้เครื่องดนตรีปี่จุมเป็นหลัก ซอปี่จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าซอเข้าปี่ นิยมให้ช่างซอหญิงเป็นหัวหน้าคณะ มีต้นแบบหรือกำเนิดที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซอเชียงใหม่ นิยมซอในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ และแม่ฮ่องสอน ในการขับซอขับซอเร็ว บางครั้งฟังไม่ค่อยทัน มีซอทำนองตั้งเชียงใหม่ ละม้าย เชียงแสน จะปุ๋ อื่อ พม่า ( เชียงใหม่ ) เสเลเมา ( เงี้ยว ) พระลอ เป็นต้น การเปลี่ยนทำนองและการใช้ทำนองค่อนข้างเคร่งครัด

            ๒. แบ่งตามลักษณะช่างซอ มี ๒ ชนิด คือ

                        ๒.๑ ซอเดี่ยว หรือ ซอป้อด คือการซอโดยคนๆ เดียวเป็นช่างซอชาย หรือหญิงก็ได้นิยมใช้ซอเล่าเรื่อง

                        ๒.๒ ซอถ้อง หรือซอมีคู่ถ้อง คือ การซอแบบปฏิพากย์  ซอโต้ตอบกันของช่างซอ เป็นช่างซอชายกับช่างซอหญิง หรือช่างซอชายกับชาย หรือช่างซอหญิงกับหญิง อย่างใดอย่างหนึ่ง

            ๓. แบ่งตามที่มาของเนื้อหาซอ  แบ่งได้ ๒ ชนิด ดังนี้

                        ๓.๑ ซอด้น คือ การซอด้นไปตามเนื้อหาสาระที่ช่างซอไปประสบพบเห็นตามเหตุการณ์หรือลักษณะของงานที่ไปซอ หรือตามสถานที่นั้นๆ จึงเป็นการซอที่ใช้เนื้อหาซึ่งคิดผูกขึ้นอย่างปัจจุบันทันที เข้าลักษณะขับซอกันสดๆ ด้วยปฏิภาณไหวพริบของช่างซอ เป็นการแสดงภูมิปัญญาความสามารถของช่างซอ เช่น ซอทักทายผู้คน ซอลา ซอเชิญชวนแขกรับประทานอาหาร เชิญมาร่วมงาน ซอเกี้ยวสาว ซอขึ้นบ้านใหม่ ซองานกฐิน ซองานบวช ซอวงานศพ ซองานฉลอง งานบุญต่างๆ เป็นต้น

                        ๓.๒ ซอตามเนื้อเรื่อง หรือซอตามบท เป็นการซอตามเนื้อเรื่องที่ได้มีผู้แต่งไว้แล้ว เช่น ซอเรื่องพระลอ ซอเรื่องน้อยใจยา ซอเรื่องไก่น้อยดาววี ซอเรื่องหอนไห้ ซอเรื่องเจ้าสุวัตรนางบัวคำ เป็นต้น นอกจากนี้การซอลักษณะนี้ช่างซอต้องจดจำเนื้อหาให้แม่นยำและมีโอกาสฝึกมาก่อนเป็นอย่างดี จึงสามารถทำท่าทางประกอบขณะขับซอได้ ทำให้มีบรรยากาศที่สนุกสนานมากยิ่งขึ้น

            ซอเป็นการแสดงของพื้นบ้านล้านนามีประวัติความเป็นมาหลายรูปแบบทั้งที่เป็นตำนาน เรื่องเล่าและหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร วิวัฒนาการของการซอนั้นมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การซอสืบทอดกันมาอย่างยาวนานโดยศิลปินซอหรือช่างซอในแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นในปัจจุบันการขับซอจึงยังบทบาทความสำคัญ เป็นที่นิยมและจัดแสดงในพิธีกรรมและงานสำคัญต่างๆ อยู่เสมอ

เว็บไซต์แนะนำ